ปูนก่ออิฐมวลเบา ทุกแบรนด์ ราคาตัวแทน ส่งทั่วไทย

ปูนก่ออิฐมวลเบา ทุกแบรนด์ ราคาตัวแทน ส่งทั่วไทย

การก่อผนังด้วยอิฐมวลเบาหลายคนยังใช้ปูนซีเมนต์ธรรมดา ทำให้เกิดปัญหารอยร้าว การซึมน้ำ และความแข็งแรงของผนังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากคุณสมบัติของปูนธรรมดาไม่เหมาะกับน้ำหนักเบาและโครงสร้างพิเศษของอิฐมวลเบา

ปูนก่ออิฐมวลเบา คือคำตอบสำหรับงานก่อผนังที่มีมาตรฐาน ด้วยส่วนผสมที่ปรับสูตรเฉพาะเพื่อความเหนียวแน่นและการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ปฐมวัฒนาพาณิชย์มีครบทุกแบรนด์ชั้นนำ พร้อมราคาตัวแทนและบริการจัดส่งทั่วประเทศ

ปูนก่ออิฐมวลเบาคืออะไร? ต่างจากปูนก่อทั่วไปอย่างไร

ปูนก่ออิฐมวลเบา

ปูนก่ออิฐมวลเบา คือปูนซีเมนต์สูตรพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการก่ออิฐมวลเบา โดยมีส่วนผสมของซีเมนต์คุณภาพสูง ทรายละเอียด สารเพิ่มความเหนียว และสารปรับปรุงที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ทำให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากปูนก่อธรรมดาอย่างชัดเจน

ความแตกต่างหลักระหว่างปูนก่ออิฐมวลเบากับปูนก่อทั่วไปอยู่ที่ความสามารถในการยึดเกาะและความเหนียว ปูนก่ออิฐมวลเบามีการยึดเกาะกับผิวอิฐมวลเบาที่มีรูพรุนสูงได้ดีกว่า พร้อมทั้งมีความยืดหยุ่นที่ช่วยลดการเกิดรอยร้าว เนื่องจากอิฐมวลเบามีการขยายตัวและหดตัวต่างจากอิฐแดงทั่วไป

การใช้ปูนสำหรับอิฐมวลเบาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก่อผนังที่มีคุณภาพ เพราะช่วยให้ผนังมีความแข็งแรงสม่ำเสมอ ไม่เกิดช่องว่างระหว่างรอยก่อ และลดปัญหาการซึมซับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทำไมต้องใช้ปูนก่อสำหรับอิฐมวลเบา ไม่ใช้ปูนธรรมดา

การใช้ปูนธรรมดากับอิฐมวลเบาจะสร้างปัญหาระยะยาวที่หลายคนมองข้าม เนื่องจากคุณสมบัติที่แตกต่างกันของวัสดุทั้งสองชิ้น

  • ปัญหาการยึดเกาะ อิฐมวลเบามีผิวหน้าเรียบและรูพรุนมาก ปูนธรรมดาจะไหลเข้าไปในรูพรุนแทนที่จะเกาะติดบนผิว ทำให้แรงยึดเกาะลดลง
  • ความแตกต่างของการขยายตัว อิฐมวลเบาขยายตัวน้อยกว่าปูนซีเมนต์ธรรมดา การใช้ปูนไม่เหมาะสมจะเกิดแรงเคลื่อนที่แตกต่างกันเมื่อเจออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
  • การดูดซับน้ำ ปูนก่ออิฐมวลเบามีสูตรที่ควบคุมการดูดซับน้ำได้เหมาะสม ขณะที่ปูนธรรมดาอาจถูกดูดน้ำจากอิฐมากเกินไป
  • เวลาในการแข็งตัว ปูนเฉพาะจะแข็งตัวช้ากว่า ให้เวลาปรับตำแหน่งอิฐได้นานขึ้น และการแข็งตัวสม่ำเสมอกว่า
  • ความหนาของรอยก่อ ปูนสำหรับอิฐมวลเบาสามารถทำรอยก่อบางได้ 3-5 มม. ซึ่งช่วยลดสะพานความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพฉนวนกันความร้อน

คุณสมบัติหลักของปูนก่ออิฐมวลเบาที่ควรรู้

ปูนก่ออิฐมวลเบามีคุณสมบัติเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะพิเศษของอิฐมวลเบา ทำให้การก่อผนังมีประสิทธิภาพและคุณภาพที่แตกต่างจากการใช้ปูนธรรมดา

  • ความเหนียวสูง ช่วยให้ปูนไม่แตกหักง่าย ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของโครงสร้าง ลดการเกิดรอยร้าวที่รอยก่อ
  • การยึดเกาะดีเยี่ยม สามารถเกาะติดกับผิวเรียบของอิฐมวลเบาได้แนบแน่น ไม่หลุดร่วงหรือแยกออกในระยะยาว
  • ความสามารถในการทำงาน ปูนสำหรับอิฐมวลเบามีเวลาทำงานที่เหมาะสม ไม่แข็งตัวเร็วเกินไป ให้เวลาปรับแต่งตำแหน่งอิฐ
  • ควบคุมการดูดซับน้ำ ป้องกันปัญหาที่อิฐมวลเบาดูดน้ำจากปูนมากเกินไป จึงรักษาความแข็งแรงของปูนได้
  • รอยก่อบาง สามารถทำรอยก่อหนา 3-5 มิลลิเมตรได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพฉนวนความร้อนของผนัง
  • ต้านทานสภาพอากาศ ทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้น ไม่เสื่อมสภาพง่าย

ปูนมอร์ตาร์ ก่ออิฐมวลเบา เปิดใช้ได้ทันที

ปูนก่ออิฐมวลเบาแบบผสมเสร็จเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้การก่ออิฐง่ายขึ้นอย่างมาก เพียงเติมน้ำตามสัดส่วนที่กำหนดแล้วใช้งานได้ทันที

  • ความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องคำนวณสัดส่วนการผสมเอง ลดความผิดพลาดจากการผสมไม่ถูกต้อง ประหยัดเวลาในการเตรียมงาน
  • คุณภาพคงที่ ทุกถุงมีคุณภาพเหมือนกันเสมอ เนื่องจากผสมในโรงงานด้วยเครื่องจักรที่แม่นยำ ควบคุมคุณภาพได้มาตรฐาน
  • ลดการสูญเสีย ใช้เท่าที่ต้องการ ไม่เหลือทิ้ง ซื้อได้ตามปริมาณงานจริง ช่วยควบคุมต้นทุน
  • เก็บรักษาง่าย ปูนสำหรับอิฐมวลเบาแบบผสมเสร็จมีอายุการเก็บรักษานาน เก็บในที่แห้ง ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมคุณภาพ
  • เหมาะกับงานขนาดเล็ก งานซ่อมแซม งานต่อเติม หรือโครงการที่ไม่ต้องการปูนจำนวนมาก สามารถซื้อทีละน้อยได้
  • ประหยัดพื้นที่ ไม่ต้องเก็บทรายและปูนแยกกัน ลดพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบในหน้างาน

วิธีเลือกปูนก่ออิฐมวลเบาให้เหมาะกับงาน

การเลือกปูนก่ออิฐมวลเบาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งประเภทของอิฐ สภาพแวดล้อมการใช้งาน และลักษณะโครงสร้างที่จะก่อ การวิเคราะห์ความต้องการให้ชัดเจนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาความหนาแน่นของอิฐมวลเบาที่จะใช้ เนื่องจากแต่ละยี่ห้อมีอัตราการดูดซับน้ำไม่เท่ากัน อิฐที่ดูดซับน้ำสูงต้องใช้ปูนที่มีการปรับสูตรเพื่ออัตราการสูญเสียน้ำ ขณะที่อิฐหนาแน่นสูงใช้ปูนธรรมดาก็เพียงพอ

สภาพอากาศในพื้นที่ก่อสร้างเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ในเขตที่มีฝนบ่อยหรือความชื้นสูง ควรเลือกปูนสำหรับอิฐมวลเบาที่มีสารกันความชื้นเพิ่ม ส่วนพื้นที่แห้งแล้งอาจต้องเลือกปูนที่แข็งตัวช้ากว่าปกติ เพื่อให้มีเวลาปรับแต่งงานอย่างเพียงพอ

ตารางเปรียบเทียบปูนก่ออิฐมวลเบาแต่ละแบรนด์

การเปรียบเทียบปูนก่ออิฐมวลเบาแต่ละชนิดจะช่วยให้เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ปูนก่ออิฐมวลเบา
ประเภทปูนราคาต่อถุง
(บาท)
เวลาแข็งตัวน้ำหนัก/ถุง
ปูนก่ออิฐมวลเบา SCG166-1714-6 ชั่วโมง50 kg
ปูนก่ออิฐมวลเบา TPI130-1503-5 ชั่วโมง50 kg
ปูนก่ออิฐมวลเบา อินทรี160-1704-6 ชั่วโมง50 kg
ปูนก่อและกาว จิงโจ้ม่วง185-2004-6 ชั่วโมง40 kg

สินค้าปูนก่ออิฐมวลเบาทุกแบรนด์ที่เราจำหน่าย

ปฐมวัฒนาพาณิชย์ มีปูนก่ออิฐมวลเบาครบทุกแบรนด์ชั้นนำ ตอบโจทย์โครงการก่อสร้างทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ เราคัดเลือกเฉพาะสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายหลายแบรนด์ เรามุ่งเน้นให้ลูกค้าได้เปรียบเทียบและเลือกปูนสำหรับอิฐมวลเบาที่เหมาะสมกับงบประมาณและลักษณะการใช้งาน พร้อมบริการจัดส่งถึงหน้างานและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การมีทางเลือกหลากหลายช่วยให้โครงการก่อสร้างของคุณได้วัสดุที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่า

ปูนมอร์ตาร์ก่ออิฐมวลเบา 4 แบรนด์ที่ช่างนิยม

ปูนก่อมวลเบาโดยทั่วไปจะผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทรายคัดขนาดพิเศษ และสารเคมีนำเข้าที่มีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำและเพิ่มแรงยึดเกาะ ทำให้สามารถก่อแบบบางได้ แต่ละแบรนด์จะมีจุดเด่นและสูตรเฉพาะตัวดังนี้

1. แบรนด์ TPI (ทีพีไอ)

  • ชื่อสินค้า: ปูนก่อบล็อคมวลเบาทีพีไอ M310
  • รายละเอียดและมาตรฐาน: เป็นปูนสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้นสำหรับงานก่อบล็อกมวลเบาโดยเฉพาะ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ได้รับมาตรฐาน มอก. 2706-2559 (มอร์ตาร์สำหรับก่อคอนกรีตบล็อกมวลเบา ชั้นคุณภาพ 2)
  • คุณสมบัติและจุดเด่น: โดดเด่นเรื่องให้แรงยึดเกาะสูง เนื้อปูนมีความเหนียวลื่น ก่อง่าย ทำงานได้รวดเร็ว ทำให้ผนังที่ก่อสวยงามและแข็งแรง ทนทาน มีค่าความต้านแรงดึงแยก (Splitting Tensile Strength) ไม่น้อยกว่า 0.28 MPa (ผลทดสอบจริงได้ 0.31 MPa) และมีค่าความอุ้มน้ำสูงถึง 108.18%
  • สัดส่วนการผสม: ปูน 1 ถุง (50 กก.) ต่อน้ำสะอาด 15 ลิตร (หลังผสมมีอายุการใช้งาน 2.5 ชั่วโมง)
  • พื้นที่การใช้งาน: ก่อที่ความหนา 3-5 มม. อิฐขนาดหนา 7 ซม. ก่อได้ 35 ตร.ม., หนา 7.5 ซม. ก่อได้ 30 ตร.ม. และหนา 10 ซม. ก่อได้ 25 ตร.ม. ต่อ 1 ถุง

2. แบรนด์ เสือ (Tiger)

  • ชื่อสินค้า: เสือ มอร์ตาร์ ก่ออิฐมวลเบา
  • รายละเอียดและมาตรฐาน: ปูนมอร์ตาร์ก่ออิฐมวลเบา บรรจุ 50 กก./ถุง ได้รับมาตรฐาน มอก. 2706-2559 ชั้นคุณภาพ 2
  • คุณสมบัติและจุดเด่น: มีสารผสมเพิ่มความอุ้มน้ำสูง (>95%) ช่วยให้เนื้อปูนนุ่มเหนียว ทำให้ปั้นขึ้นรูปและจัดแนวก่อได้ง่าย และมีสารผสมเพิ่มแรงยึดเกาะที่ทำให้ผนังแข็งแรงทนทาน ช่วยประหยัดเวลาการก่อ ทำให้ช่างทำงานได้รวดเร็ว
  • สัดส่วนการผสม: ปูน 1 ถุง (50 กก.) ต่อน้ำสะอาด 13.0-15.5 ลิตร (หลังผสมมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ชั่วโมง)
  • พื้นที่การใช้งาน: ก่อที่ความหนา 2-3 มม. สำหรับอิฐมวลเบาขนาดมาตรฐาน 7 ซม. จะได้พื้นที่ประมาณ 25-30 ตร.ม. ต่อ 1 ถุง

3. แบรนด์ จิงโจ้ (ลูกดิ่ง-จิงโจ้)

  • ชื่อสินค้า: จิงโจ้ 2อิน1 ก่อ-กาว (สำหรับงานก่ออิฐมวลเบาและติดกระเบื้อง)
  • รายละเอียดและมาตรฐาน: เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดสำหรับงานก่อผนังอิฐมวลเบาชนิด “ก่อแบบแห้ง” มีบรรจุภัณฑ์ 2 ขนาด คือ 20 กก. และ 40 กก.
  • คุณสมบัติและจุดเด่น: เป็นปูน 2-in-1 ที่เป็นได้ทั้งปูนก่อและกาวซีเมนต์ติดกระเบื้อง มีคุณสมบัติพิเศษคือ ยึดเกาะสูงและติดแน่นภายใน 10 วินาที แต่ยังมีเวลาให้ช่างปรับแต่งแนวก่อได้ เนื้อปูนมีความเหนียว ไม่ร่วน รับแรงได้เร็ว ก่อแบบบางมากๆ เพียง 2-3 มม. ทำให้ประหยัดปูน
  • สัดส่วนการผสม: ปูนขนาด 40 กก. ต่อน้ำ 12.0-13.0 ลิตร หรือปูน 2.5 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วนโดยปริมาตร (หลังผสมมีอายุการใช้งาน 60 นาที)
  • พื้นที่การใช้งาน: สำหรับขนาด 40 กก. อิฐหนา 7.5 ซม. ก่อได้ 26 ตร.ม. และอิฐหนา 10 ซม. ก่อได้ 19.5 ตร.ม.

4. แบรนด์ อินทรี (Insee)

  • ชื่อสินค้า: อินทรีมอร์ตาร์ 23 ปูนก่ออิฐมวลเบา / และ อินทรีมอร์ตาร์ 41M
  • รายละเอียดและมาตรฐาน: อินทรีมอร์ตาร์ 23 เป็นปูนก่อสำหรับอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ บรรจุ 50 กก./ถุง ได้มาตรฐาน มอก. 2706-2559 ส่วนอินทรีมอร์ตาร์ 41M เป็นกาวซีเมนต์อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาสำหรับทั้งงานปูกระเบื้องและงานก่อ/ติดแผ่นผนังมวลเบา (AAC Panel) บรรจุ 40 กก./ถุง
  • คุณสมบัติและจุดเด่น: ให้ความสะดวกและมั่นใจในคุณภาพระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม หากหน้างานต้องการวัสดุที่ครอบคลุมหลายงาน สามารถเลือกรุ่น 41M เพื่อทำงานร่วมกับการปูกระเบื้องได้
  • สัดส่วนการผสมและพื้นที่การใช้งาน: อินทรีมอร์ตาร์ 23 ใช้น้ำ 14-15 ลิตรต่อถุง ก่อที่ความหนา 3 มม. ได้พื้นที่ 25-30 ตร.ม. ส่วนรุ่น 41M (40 กก.) ใช้น้ำ 11.5-12.5 ลิตร ได้พื้นที่ 24-26 ตร.ม. (ที่ความหนา 2-3 มม.)

สรุปวิธีการใช้งาน ปูนมอร์ตาร์ก่ออิฐมวลเบา

การก่อผนังอิฐมวลเบาใช้ระบบที่เรียกว่า “การก่อแบบกาว” (Thin Bed Masonry) ซึ่งมีความหนาของรอยต่อเพียง 2-3 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีวิธีการทำงานที่ต่างจากการก่ออิฐทั่วไป ดังนี้:

1. การเตรียมอิฐมวลเบา

  • ใช้ไม้กวาดหรือแปรงทำความสะอาดเศษผง ฝุ่น และคราบสกปรกออกจากก้อนอิฐมวลเบาให้หมด
  • ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด: “ไม่ต้องนำอิฐมวลเบาไปแช่น้ำ และไม่ต้องพรมน้ำก่อนก่อ” สามารถทำการก่อแบบแห้งได้ทันที

2. การผสมปูนมอร์ตาร์

  • ตวงน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่ผู้ผลิตแนะนำ (เช่น 13-15 ลิตร ต่อปูน 50 กก.)
  • เทปูนลงในน้ำและใช้สว่านไฟฟ้าติดใบกวน (เครื่องปั่นปูน) ปั่นผสมประมาณ 3 นาที ให้ปูนและน้ำเข้าเป็นเนื้อเดียวกันและไม่เป็นเม็ด
  • วิธีเช็คความข้นเหลว: หากปูนเหลวเกินไปเวลาปาดด้วยเกรียงหวี เส้นร่องหวีจะล้มไม่อยู่ตัว ให้เติมปูนเพิ่ม แต่หากปูนข้นเกินไปเวลาปาดแล้วเส้นร่องหวีจะขาด ให้เติมน้ำเพิ่ม
  • ขั้นตอนการก่อผนัง:
    • จับอิฐมวลเบาตั้งเอียงกับพื้น ใช้ “เกรียงก่ออิฐมวลเบาเฉพาะ (เกรียงฟันหวี)” ตักปูนและไล้ปูนตามแนวสันและหัวอิฐ ห้ามใช้เกรียงใบโพธิ์ในการปาดปูนก่อมวลเบาเด็ดขาด
    • ความหนาของซี่ฟันเกรียงจะบังคับให้เนื้อปูนมีความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร
  • วางอิฐลงบนแนวปูนก่อ ใช้ค้อนยางเคาะอิฐให้ติดแน่นและปรับระดับให้ตรง
  • หากมีเนื้อปูนปลิ้นออกมาด้านข้าง ให้ใช้เกรียงปาดเก็บปูนให้เรียบร้อย และสามารถก่อก้อนต่อไปได้ทันที
  • ควรติดตั้งเหล็กเส้นกลม (หนวดกุ้ง) ทุกระยะความสูง 50 ซม. เพื่อความแข็งแรง

3. การบ่มและการเก็บรักษาปูน

  • หลังจากก่อเสร็จ ควรรดน้ำเพื่อบ่มผนังประมาณ 1-2 วัน
  • ปูนที่ผสมน้ำแล้วควรใช้งานให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 1 หรือ 2.5 ชั่วโมง) และห้ามเติมน้ำเพิ่มเมื่อปูนเริ่มเซตตัวแข็งแล้ว

ผสมเอง ปูนผสมทราย กับ ใช้ปูนมอร์ตาร์ก่ออิฐมวลเบา อันไหนประหยัดต้นทุนรวมมากกว่ากัน?

หากพิจารณาถึง “ต้นทุนรวม” (Total Cost) ของงานก่อสร้างผนังอิฐมวลเบา การใช้ “ปูนมอร์ตาร์สำเร็จรูปก่อมวลเบา” จะประหยัดต้นทุนรวมและคุ้มค่ากว่าการผสมปูนเอง (ซีเมนต์+ทราย+น้ำ) อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ไม่สามารถผสมสารเคมีเองหน้างานได้

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่อิฐมวลเบาต้องการคือ “สารเคมีช่วยอุ้มน้ำ” (Water Retention) เพราะอิฐมวลเบาดูดซึมน้ำรวดเร็วมาก หากช่างนำปูนซีเมนต์ผสมทรายเองหน้างาน ปูนจะสูญเสียน้ำให้กับก้อนอิฐในพริบตา ทำให้ปูน “ตาย” หรือร่วนเป็นผง ขาดแรงยึดเกาะ ผนังจะเปราะบางและพังทลายลงมาได้ ปูนสำเร็จรูปมีมาตรฐานความอุ้มน้ำสูงกว่า 95% (มอก.2706-2559) มาจากโรงงานแล้ว

2. ประหยัดปริมาณปูนอย่างเห็นได้ชัด

ปูนมอร์ตาร์สำเร็จรูปถูกออกแบบมาให้ก่อบางเพียง 2-3 มิลลิเมตร ทำให้ปูน 1 ถุง (50 กก.) สามารถก่อผนังได้พื้นที่กว้างถึง 25 – 35 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าครอบคลุมพื้นที่ได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการผสมปูนทรายเองที่ต้องก่อหนา และสิ้นเปลืองวัสดุมากกว่า

ประหยัดค่าแรงและเวลาช่าง

เวลาถือเป็นต้นทุนแฝงที่มีมูลค่าสูง การใช้ปูนสำเร็จรูป เพียงแค่ฉีกถุง เติมน้ำ และปั่นด้วยสว่านก็พร้อมปาดด้วยเกรียงหวีได้ทันที ช่างสามารถทำงานได้รวดเร็ว ก่อผนังเสร็จไวขึ้น (บางแบรนด์เช่น จิงโจ้ ระบุว่ายึดเกาะแน่นใน 10 วินาที) ช่วยลดจำนวนวันในการจ้างแรงงานลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุณภาพคงที่ ลดงบประมาณการแก้งาน (Rework)

มอร์ตาร์สำเร็จรูปมีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ทั้งการอบแห้งและคัดขนาดทราย (0.1-2.5 มม.) ป้องกันปัญหาผนังร้าวหรือหลุดล่อนในอนาคต หากผสมเองแล้วสัดส่วนผิดเพี้ยน ผนังมีปัญหาแตกร้าว การทุบและทำใหม่จะมีต้นทุนที่แพงกว่าค่าปูนมอร์ตาร์สำเร็จรูปหลายเท่าตัว

สรุปได้ว่า สำหรับงานอิฐมวลเบา ห้ามผสมปูนทรายเองเด็ดขาด และการเลือกใช้ปูนมอร์ตาร์ก่อมวลเบาสำเร็จรูปคือมาตรฐานวิศวกรรมที่ทั้งปลอดภัย ทำงานไว และประหยัดงบประมาณในภาพรวมมากที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปูนก่ออิฐมวลเบา

ก่อนก่ออิฐมวลเบา จำเป็นต้องนำก้อนอิฐไปแช่น้ำหรือพรมน้ำให้ชุ่มเหมือนอิฐมอญหรือไม่?

ไม่จำเป็นและห้ามทำเด็ดขาด การก่ออิฐมวลเบาด้วยปูนมอร์ตาร์เฉพาะทางเป็นการ “ก่อแบบแห้ง” สามารถใช้ไม้กวาดปัดเศษฝุ่นออกแล้วปาดปูนก่อได้ทันที หากนำไปรดน้ำ อิฐมวลเบาจะอมน้ำไว้มากและส่งผลเสียต่อการยึดเกาะของกาวซีเมนต์

ปูนก่อมวลเบา 1 ถุง (ขนาด 50 กก.) สามารถใช้ก่อผนังได้กี่ตารางเมตร? 

สำหรับการใช้อิฐมวลเบาความหนามาตรฐาน 7 ซม. หรือ 7.5 ซม. ปูนขนาด 50 กิโลกรัม 1 ถุง จะสามารถก่อผนังได้พื้นที่ประมาณ 25 ถึง 35 ตารางเมตร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้เกรียงฟันหวีปาดปูนให้ได้ความหนาบางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร

ปูนมอร์ตาร์ก่อมวลเบาที่ผสมน้ำแล้ว สามารถเก็บไว้ใช้งานได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาการใช้งาน (Pot life) ขึ้นอยู่กับสูตรของผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ โดยทั่วไปควรใช้งานให้หมดภายใน 1 ชั่วโมง ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากผสมน้ำ (เช่น แบรนด์จิงโจ้ แนะนำภายใน 1 ชม. ส่วนแบรนด์ TPI แนะนำภายใน 2.5 ชม.) หากปูนเริ่มเซตตัวแข็งแล้ว ห้ามนำน้ำมาเติมแล้วกวนใหม่เด็ดขาด ให้ทิ้งปูนส่วนนั้นไปเลย

สามารถผสมทราย ปูนซีเมนต์ หรือวัสดุอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปในปูนมอร์ตาร์สำเร็จรูปได้หรือไม่ เพื่อเพิ่มปริมาณ? 

ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ปูนมอร์ตาร์สำเร็จรูปได้ผ่านการวิจัยและผสมอัตราส่วนของซีเมนต์ ทรายคัดขนาด และสารเคมีมาอย่างแม่นยำจากโรงงาน การเติมวัสดุอื่นเข้าไปจะทำให้สัดส่วนเคมีผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้ปูนสูญเสียแรงยึดเกาะและความอุ้มน้ำ ซึ่งอาจทำให้ผนังแตกร้าวหรือล้มลงมาได้

การเก็บรักษาปูนมอร์ตาร์ที่ยังไม่ได้แกะถุง เก็บได้นานเท่าไหร่? 

ควรกองเก็บถุงปูนในที่ร่ม อากาศถ่ายเท ไม่เปียกชื้น และต้องมีพาเลทหรือวัสดุยกรองรับไม่ให้ถุงปูนสัมผัสพื้นดินโดยตรง อายุการกองเก็บ (Shelf life) สำหรับปูนที่ยังไม่เปิดถุงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน นับจากวันที่ผลิต (ยกเว้นบางแบรนด์/บางขนาด เช่น จิงโจ้ 20 กก. ระบุว่าเก็บได้ 8 เดือน) หากเปิดปากถุงแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 1 วัน

เลื่อนขึ้น
ไอคอน PDPA

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า