ปูนฉาบอิฐมวลเบา ทุกแบรนด์ เลือกให้เหมาะทุกงานก่อสร้าง

ปูนฉาบอิฐมวลเบา ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับอิฐมวลเบา มีความพิเศษอย่างไร ต่างจากปูนฉาบทั่วไปอย่างไร

ในวงการก่อสร้างปัจจุบัน อิฐมวลเบา (Lightweight Block) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีน้ำหนักเบา ก่อสร้างได้รวดเร็ว และมีคุณสมบัติในการกันความร้อนที่ดีเยี่ยม แต่อิฐมวลเบาก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอิฐมอญหรืออิฐบล็อกทั่วไป นั่นคือ “การดูดซึมน้ำที่สูงและรวดเร็ว” ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ ปูนฉาบ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงความพิเศษของ ปูนฉาบอิฐมวลเบา ว่าทำไมถึงถูกออกแบบมาเฉพาะ แตกต่างจากปูนฉาบทั่วไปอย่างไร พร้อมแนะนำเทคนิคการทำงานที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผนังที่เรียบเนียนและปราศจากรอยแตกร้าว

ปูนฉาบอิฐมวลเบา

ปูนฉาบอิฐมวลเบา ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับอิฐมวลเบา มีความพิเศษอย่างไร?

ปัญหาหลักของการนำปูนฉาบทั่วไปมาใช้กับอิฐมวลเบาคือ อิฐมวลเบาที่มีสภาพแห้งจะดูดซับน้ำจากเนื้อปูนสำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว เมื่อปูนฉาบสูญเสียน้ำเร็วเกินไปก่อนที่จะทำปฏิกิริยาเซ็ตตัวอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้เนื้อปูนหดตัว เกิดรอยแตกร้าว และหลุดร่อนในที่สุด ดังนั้น ปูนฉาบอิฐมวลเบา จึงถูกคิดค้นและออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีความพิเศษที่ต่างจากปูนฉาบทั่วไป ดังนี้:

  • มีสารอุ้มน้ำพิเศษ (Water Retention Agent): ปูนฉาบอิฐมวลเบาจะมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยเพิ่มความอุ้มน้ำ สารนี้จะทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในเนื้อปูน ป้องกันไม่ให้อิฐมวลเบาแย่งน้ำไปจนหมด ทำให้ปูนเสียน้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม และช่วยลดโอกาสการเกิดรอยแตกร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สารเพิ่มฟองอากาศ (Air-entraining Agent): เพื่อให้ช่างทำงานได้ง่ายขึ้น ปูนฉาบมวลเบาจะผสมสารเพิ่มฟองอากาศที่ช่วยให้เนื้อปูนมีความนุ่ม เหนียว ลื่นมือ เบาแรงในขณะฉาบ
  • สารเพิ่มแรงยึดเกาะ (Bonding Agent): มีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับพื้นผิวของอิฐมวลเบา ทำให้ผนังแข็งแรงและป้องกันปัญหาปูนหลุดร่อน
  • การคัดขนาดเม็ดทรายที่เหมาะสม: บางแบรนด์มีการคัดเลือกเม็ดทรายที่ละเอียดเป็นพิเศษ หรือมีการเสริมเส้นใยชนิดพิเศษลงไปในเนื้อปูน เพื่อช่วยลดรอยแตกร้าวและทำให้ผิวผนังที่ฉาบเสร็จมีความเรียบเนียนขั้นสุด
  • ได้รับมาตรฐานที่เฉพาะเจาะจง: ปูนฉาบอิฐมวลเบาที่ได้มาตรฐานจะต้องผ่านการรับรอง มอก. 2735-2559 (มอร์ตาร์สำหรับฉาบคอนกรีตมวลเบา) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อประเมินคุณภาพของปูนฉาบสำหรับอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ

การเลือกซื้อปูนฉาบมวลเบา ควรพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง

หากคุณกำลังมองหาปูนฉาบสำหรับผนังอิฐมวลเบา เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและคุ้มค่าที่สุด ควรพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้:

  • ตราสัญลักษณ์มาตรฐาน มอก.: สิ่งแรกที่ต้องมองหาบนถุงปูนคือเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 2735-2559 ซึ่งเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นมอร์ตาร์สำหรับฉาบคอนกรีตมวลเบาที่ได้คุณภาพ
  • ระบุประเภทการใช้งานชัดเจน: บนบรรจุภัณฑ์ต้องระบุอย่างชัดเจนว่า “สำหรับฉาบอิฐมวลเบา” (Lightweight Block Plastering Mortar) เพื่อป้องกันการซื้อผิดประเภท เพราะหากนำปูนฉาบทั่วไปมาใช้จะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้
  • ความสามารถในการอุ้มน้ำ (Water Retention): ควรเลือกแบรนด์ที่มีการระบุถึงคุณสมบัติพิเศษในการอุ้มน้ำ หรือป้องกันการสูญเสียน้ำ เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญในการลดรอยแตกร้าว
  • อายุการกองเก็บและวันผลิต (Shelf Life): ปูนฉาบสำเร็จรูปมักมีอายุการเก็บรักษาในถุงที่ปิดสนิทประมาณ 2 – 3 เดือนนับจากวันที่ผลิต ควรตรวจสอบวันที่ผลิตบนถุงเสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อปูนที่เก่าเกินไปหรือมีการแข็งตัวเป็นก้อน
  • ขนาดบรรจุภัณฑ์และพื้นที่การใช้งาน: โดยทั่วไปปูนฉาบอิฐมวลเบาจะบรรจุที่ขนาด 40 กิโลกรัม หรือ 50 กิโลกรัม ควรคำนวณพื้นที่ที่ต้องการฉาบให้สอดคล้องกับอัตราการใช้งานของแต่ละแบรนด์ (เช่น ปูน 50 กก. ฉาบที่ความหนา 1 ซม. ได้พื้นที่ประมาณ 2.6 – 3.0 ตารางเมตร)

การเตรียมพื้นผิวสำหรับปูนฉาบมวลเบา

การเตรียมพื้นผิวที่ดีคือจุดเริ่มต้นของผนังที่เรียบเนียนและทนทาน ก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนการผสมปูนและลงมือฉาบ ควรเตรียมพื้นผิวอิฐมวลเบาดังนี้:

  1. ทำความสะอาดผนัง: ใช้ไม้กวาดหรือแปรง ปัดเศษฝุ่นผง เศษปูน คราบสกปรก คราบน้ำมัน หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เกาะติดอยู่บนแผงผนังอิฐมวลเบาออกให้หมดจด เพราะคราบสกปรกเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางการยึดเกาะของปูนฉาบ
  2. การรดน้ำ (สำคัญมาก): แม้ว่าปูนฉาบอิฐมวลเบาจะมีสารอุ้มน้ำอยู่แล้ว แต่การฉีดน้ำหรือราดน้ำลงบนแผงผนังก็ยังเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ ควรพรมน้ำให้ชุ่มพอประมาณเพื่อป้องกันไม่ให้อิฐมวลเบาที่แห้งแย่งดูดน้ำจากปูนฉาบ
  3. รอให้หมาด: หากผนังแห้งมาก แนะนำให้ราดน้ำให้ทั่วอย่างสม่ำเสมอประมาณ 2-3 ครั้ง จากนั้นให้ รอจนผิวผนังดูดซับน้ำจนแห้งหมาดเล็กน้อย จึงจะสามารถลงมือฉาบได้ ไม่ควรฉาบในขณะที่ผนังยังมีน้ำขังหรือเปียกโชกจนเกินไป

ปูนฉาบอิฐมวลเบา

เทคนิคการฉาบมวลเบาให้เรียบเนียน ไม่มีรอยแตกร้าว

เมื่อเตรียมพื้นผิวพร้อมแล้ว การผสมและการฉาบด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้ผนังที่สมบูรณ์แบบ ไร้รอยแตกร้าวรบกวนใจ:

  • การผสมปูนที่ได้สัดส่วน: ควรตวงน้ำสะอาดตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ข้างถุงอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น ปูน 50 กก. มักจะใช้น้ำประมาณ 9.0 – 12.0 ลิตร (ขึ้นอยู่กับแบรนด์) หรือ ปูน 40 กก. ใช้น้ำประมาณ 8.0 – 9.0 ลิตร
  • การกวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน: เพื่อให้สารเคมีในปูนแตกตัวและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แนะนำให้ใช้สว่านปั่นหรือเครื่องผสมปูน กวนให้ปูนเข้ากับน้ำเป็นเนื้อเดียวกันจนไม่เป็นเม็ด หากกวนด้วยเครื่องให้ใช้เวลาประมาณ 3 นาที
  • ระยะเวลาการใช้งาน (Pot Life): หลังจากผสมน้ำแล้ว ควรใช้งานปูนฉาบให้หมดภายในเวลา 1.5 ถึง 2.5 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสูตรปูน) หากปูนเริ่มแข็งตัว ห้ามเติมน้ำเพิ่มเด็ดขาด เพราะจะทำให้สัดส่วนมวลรวมเสียไปและคุณภาพการยึดเกาะลดลง
  • ความหนาที่เหมาะสม: ใช้เกรียงฉาบปูนตามกรรมวิธีทั่วไป โดยความหนาในการฉาบที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 0.5 – 1.5 เซนติเมตร (หากฉาบ 2 ชั้น ความหนารวมไม่ควรเกิน 1.5 – 2.0 ซม.)
  • การบ่มผนังหลังฉาบ: หลังจากที่ฉาบปูนเสร็จและปูนเริ่มเซ็ตตัวแล้ว ควรบ่มผนังด้วยการฉีดน้ำให้มีความชื้นอยู่เสมออย่างน้อย 2 – 3 วัน การบ่มน้ำจะช่วยให้ปูนทำปฏิกิริยาไฮเดรชั่นได้อย่างสมบูรณ์ ป้องกันการหดตัวอย่างรวดเร็วและลดโอกาสเกิดรอยแตกลายงา
  • ติดตาข่ายกรงไก่ (รวมถึงลวดตาข่าย หรือตาข่ายพลาสติก) ตาข่ายเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น โครงสร้างเสริมแรง (Reinforcement) คอยรับแรงดึงและแรงหดตัวของปูน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ได้ผนังที่เรียบเนียน แข็งแรง และไร้รอยแตกร้าวรุนแรงในภายหลัง  โดยควรติดในบริเวณต่อไปนี้:
  1. บริเวณที่ต้องการฉาบปูนหนาเป็นพิเศษ: หากต้องทำการฉาบปูนที่มีความหนาเกิน 2.5 เซนติเมตรขึ้นไป ควรติดลวดตาข่าย (เช่น ตะแกรงเบอร์ 1.25 ซม.) ให้เต็มพื้นที่ในบริเวณที่มีการฉาบหนานั้นๆ เพื่อป้องกันปัญหาการย้อยตัวและแตกร้าวที่อาจตามมาภายหลัง
  2. บริเวณรอยต่อของแผงผนัง (Wall Joint Areas): ควรขึงตาข่ายเสริมแรงบริเวณรอยต่อระหว่างแผงผนัง เพื่อช่วยรับแรงดึงและป้องกันการแตกร้าวจากการหดตัวของปูน
  3. บริเวณรอยกรีดฝังท่อ: หากมีการกรีดผนังเพื่อฝังท่อระบบต่างๆ ควรขึงตาข่ายกรงไก่หรือตาข่ายพลาสติกปิดทับให้เต็มพื้นที่รอยกรีดก่อนทำการฉาบปูน เพื่อป้องกันรอยร้าวที่จะเกิดตามแนวท่อ 

ปูนฉาบมวลเบา แบรนด์ที่ได้รับความนิยม

ในท้องตลาดมีผลิตภัณฑ์ปูนฉาบอิฐมวลเบาจากแบรนด์ชั้นนำมากมายที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้รับเหมาและวิศวกร โดยอ้างอิงจากข้อมูลผลิตภัณฑ์ดังนี้:

ปูนฉาบอิฐมวลเบา — เปรียบเทียบ 4 รุ่น
เสือ มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา

เสือ มอร์ตาร์ · Tiger Mortar

เสือ มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา

ออกแบบมาสำหรับผนังอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ บรรจุถุงละ 50 กก. จุดเด่นคือส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำ ป้องกันการสูญเสียน้ำได้ดีเยี่ยม มีสารเพิ่มฟองอากาศช่วยให้ฉาบลื่น และการันตีว่าช่วยลดโอกาสการเกิดรอยแตกร้าวได้มากกว่า 2 เท่า

อินทรีมอร์ตาร์ 13 ปูนฉาบอิฐมวลเบา

อินทรีมอร์ตาร์ · INSEE Mortar

อินทรีมอร์ตาร์ 13 ปูนฉาบอิฐมวลเบา

ปูนฉาบคุณภาพสูง บรรจุถุงละ 50 กก. จุดเด่นที่ความนุ่ม เบามือ ฉาบลื่น ยึดเกาะกับผนังได้ดีและช่วยลดการแตกร้าว ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. 2735-2559 โดย 1 ถุงฉาบได้พื้นที่เฉลี่ย 2.8–3.0 ตร.ม. (ที่ความหนา 1 ซม.)

ลูกดิ่ง มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา (ถุงแดง)

ลูกดิ่ง · Lukding

ลูกดิ่ง มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา (ถุงแดง)

เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ช่าง บรรจุถุง 40 กก. จุดเด่นคือการใช้เม็ดทรายคัดละเอียดพิเศษ ทำให้ผนังเรียบเนียนสูง และมีการผสมเส้นใยชนิดพิเศษ (Fibers) ลงในเนื้อปูนเพื่อช่วยลดรอยแตกร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปูนฉาบบล็อคมวลเบาทีพีไอ M210

ทีพีไอ · TPI

ปูนฉาบบล็อคมวลเบาทีพีไอ M210

ปูนฉาบสำเร็จรูป ขนาดบรรจุ 50 กก. มีสารเคมีคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ช่วยให้เนื้อปูนอุ้มน้ำได้ดี ฉาบง่าย ป้องกันการแตกลายงาและไม่หดตัวหลังการฉาบ ผ่านมาตรฐาน มอก. 2735-2559 เช่นเดียวกัน

ผนังอิฐมวลเบาก่อไม่ได้ระดับต้องฉาบหนา มีเทคนิคการฉาบอย่างไรไม่ให้ร้าว

ในกรณีที่ช่างก่อผนังอิฐมวลเบาไม่ได้ระดับ ล้มดิ่ง หรือมีความคดงอ ทำให้มีความจำเป็นต้อง ฉาบปูนหนาเป็นพิเศษ (หนาเกินกว่า 1.5 – 2.0 เซนติเมตรขึ้นไป) หากทำการฉาบปวดเดียวรวดในความหนามากๆ น้ำหนักของปูนจะทำให้เกิดการย้อยตัว หดตัว และเกิดรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงต้องใช้เทคนิคดังต่อไปนี้:

  • ฉาบแบ่งเป็นชั้นๆ (Layering): ห้ามฉาบหนาทีเดียวรวด หากต้องการความหนาเกิน 1.5 – 2.5 ซม. ให้เริ่มจากการฉาบชั้นแรกบางๆ ก่อน (ความหนาประมาณ 1 – 1.5 ซม.) จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้ปูนเซ็ตตัวจนหมาดเสียก่อน แล้วจึงค่อยทำการฉาบเติมปูนทับในชั้นที่ 2 ตามความหนาที่ต้องการ
  • ควบคุมความข้นเหลว: ในการฉาบชั้นที่หนา ปูนฉาบจะต้องไม่ผสมน้ำจนเหลวเกินไป เพราะเนื้อปูนจะไหลย้อยและไม่เกาะตัว
  • การติดลวดตาข่าย (Wire Mesh / ตาข่ายพลาสติก): ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง! หากต้องฉาบที่ความหนาเกิน 2.5 ซม. ขึ้นไป หรือฉาบในบริเวณรอยต่อของแผงผนัง รอยกรีดฝังท่อ จะต้องมีการขึง ตาข่ายลวดกรงไก่ หรือ ตาข่ายพลาสติก ให้เต็มพื้นที่ก่อนทำการฉาบทับ ตัวตาข่ายจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างเสริมแรง (Reinforcement) คอยรับแรงดึงและแรงหดตัวของปูน ป้องกันไม่ให้เกิดรอยแตกร้าวรุนแรงในภายหลัง

ติดต่อ ปฐมวัฒนาพาณิชย์

สอบถามราคาแอด LINE&WeChat

คำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับปูนฉาบอิฐมวลเบา

สามารถใช้ปูนฉาบทั่วไปมาฉาบผนังอิฐมวลเบาได้หรือไม่? 

ไม่ได้ เนื่องจากปูนฉาบทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีปริมาณสารอุ้มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของอิฐมวลเบา หากนำไปใช้ อิฐมวลเบาจะดูดน้ำออกจากเนื้อปูนอย่างรวดเร็ว ทำให้ปูนเสียน้ำ แห้งตัวผิดปกติ เป็นผลให้ผนังเกิดการแตกร้าว แตกลายงา และหลุดร่อนในที่สุด ดังนั้นจึงควรใช้ปูนที่ระบุว่า “สำหรับฉาบอิฐมวลเบา” โดยเฉพาะ

ปูนฉาบมวลเบา 1 ถุงใช้ได้กี่ตารางเมตร?

โดยเฉลี่ยแล้ว ปูนฉาบอิฐมวลเบาขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม หากฉาบที่ความหนา 1.0 เซนติเมตร จะสามารถฉาบได้พื้นที่ประมาณ 2.6 – 3.0 ตารางเมตร (เช่น แบรนด์เสือมอร์ตาร์ได้ 2.7-2.9 ตร.ม., แบรนด์อินทรีได้ 2.8-3.0 ตร.ม., แบรนด์ทีพีไอได้ 2.88 ตร.ม.) ส่วนแบรนด์ที่บรรจุ 40 กิโลกรัม เช่น ลูกดิ่ง จะฉาบได้ประมาณ 2.6 ตารางเมตร

ทำไมจึงต้องรดน้ำที่ผนังอิฐมวลเบาก่อนทำการฉาบ ในเมื่อปูนก็มีสารอุ้มน้ำอยู่แล้ว? 

แม้ปูนจะมีสารอุ้มน้ำ แต่อิฐมวลเบาในสภาพปกติจะมีความแห้งและมีรูพรุนสูงมาก การรดน้ำที่ผนังจนชุ่มและรอให้แห้งหมาด จะเป็นการเติมน้ำเข้าไปเติมเต็มรูพรุนในก้อนอิฐเสียก่อน (Pre-wetting) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิฐไปแย่งดูดซับน้ำจากเนื้อปูนมอร์ตาร์อย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการแตกร้าว

ปูนฉาบมวลเบา สามารถนำไปฉาบผนังอิฐมอญ หรืออิฐบล็อก ได้ไหม? 

ผลิตภัณฑ์ปูนฉาบมวลเบาของบางแบรนด์ (เช่น ลูกดิ่ง ถุงแดง หรือ ทีพีไอ M210) ระบุไว้ว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ฉาบผนังอิฐมอญและคอนกรีตบล็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีคุณสมบัติความเหนียวและการอุ้มน้ำที่สูงมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์บางแบรนด์ (เช่น เสือมอร์ตาร์) อาจมีคำแนะนำหลีกเลี่ยงการนำไปใช้งานผิดประเภทข้ามชนิดอิฐ ดังนั้นเพื่อความประหยัดและเหมาะสม ควรเลือกใช้ปูนให้ตรงกับประเภทของอิฐตามคำแนะนำข้างถุงจะดีที่สุด

อายุการใช้งานของปูนฉาบ  หลังจากผสมน้ำแล้วคือเท่าไหร่ และถ้ารอจนปูนแข็งสามารถเติมน้ำลงไปกวนใหม่ได้ไหม? 

อายุการใช้งานของปูนฉาบอิฐมวลเบาหลังจากกวนเข้ากับน้ำแล้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1.5 ถึง 2.5 ชั่วโมง (1 – 2 ชั่วโมง 30 นาที) ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและสภาพอากาศ และ ข้อห้ามที่สำคัญที่สุด คือ หากปูนผสมปล่อยทิ้งไว้จนเริ่มแข็งตัวแล้ว ห้ามเติมน้ำลงไปกวนใหม่เพื่อนำกลับมาใช้เด็ดขาด เพราะสารเคมีได้ทำปฏิกิริยาไปแล้ว การเติมน้ำจะทำให้ปูนสูญเสียกำลังและร่อนหลุดเมื่อนำไปฉาบ

เลื่อนขึ้น
ไอคอน PDPA

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า